วันพุธที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ทำไมถึงเลือกประเทศไทย

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีมรดกทางวัฒธรรมและประเพณีที่หลากหลาย มีธรรมชาติที่สวยงามเป็นของตัวเอง และเป็นที่รู้กันดีว่าอาณาจักรแห่งนี้มีความเป็นเอกลักษณ์ของความมีน้ำใจไมตรี ความอ่อนหวาน และรอยยิ้มของผู้คน
สิ่งดึงดูดทางวัฒนธรรมประเพณีของไทยมีอยู่หลายอย่าง เช่น ประเพณีลอยกระทง วันสงกรานตร์ เป็นต้น อีกทั้งอาหารไทยก็มีรสชาติอร่อย มีเมนูที่หลากหลายและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก อาหารไทยที่รู้จักกันดีก็คือ ต้มยำกุ้ง ส่วนผลไม้ตามฤดูกาลก็มีให้เลือกชิมหลากหลายไม่ว่าจะ ทุเรียน มังคุด มะม่วง ซึ่งส่วนใหญjทำการปลูกที่จังหวัดทางภาคตะวันออกของไทย ด้านเศรษฐกิจก็พัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีการสร้างท่าเรือน้ำลึกขึ้นที่แหลมฉบัง และสร้างนิคมอุตสาพกรรมรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ในส่วนของธรรมชาติ ประเทศไทยก็มีชายหาดที่สวยงามในภาคใต้และแถบชายฝั่งภาคตะวันออกของไทย แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่รู้จักกันดีและไม่ไกลจากกรุงเทพมากนักก็คือ เมืองพัทยา ซึ่งที่นี้มีชายหาดที่สวยงามหลายแห่งไม่ว่าจะเป็น หาดดงตาล หาดจอมเทียน หรือจะข้ามไปเกาะล้านเพื่อเล่นน้ำที่หาดแสม ซึ่งเกาะล้านก็เป็นเกาะที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองพัทยา นอกจากนั้นประเทศไทยยังมีสนามกอร์ฟที่ได้มาตรฐาน มีแหล่งสินค้าราคาถูก รวมถึงแหล่งความบันเทิงยามค่ำคืนไม่ว่าจะเป็น ถนนคนเดิน walking street พัทยา เกาะสมุย และเกาะภูเก็ต นอกจากนี้ยังมีสิ่งดึงดูดใจที่เป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก นั้นคือ มวยไทย และนวดแผนไทยที่ช่วยผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ
จะมีที่ไหนอีกไหมที่มีทุกอย่างครบถ้วนเหมือนประเทศไทย ทั้งธรรมชาติที่สวยงามและสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าประทับใจ พร้อมอาหารหลากรส และผู้คนที่เป็นกันเอง

กิจกรรมที่น่าสนใจ :

  • การว่ายน้ำและอาบแดดตามชายหาด หรือจะดำน้ำชมประการังล้วนเป็นกิจกรรมที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยว รวมถึงกีฬาทางน้ำทุกชนิดหรืออาหารการกินที่สามารถเสาะหาได้ตลอดปี
  • สภาพบรรยากาศอันน่ารื่นรมย์ อาหารไทยที่อร่อย รอยยิ้มของผู้คน วิวทิวทัศน์และธรรมชาติที่สวยงาม และการดำรงชีวิตที่ประหยัดอยู่อย่างพอเพียง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ซึ่งไม่สามารถจะหาได้ง่ายๆในโลกใบนี้

คาร์ซีท ป้องกันการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุรถยนต์ได้อย่างไร และจะป้องกันได้อย่างไร

อุบัติเหตุเป็นสาเหตุการตายอันดับ 2 ของคนไทยรองจากโรคมะเร็ง คนไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุปีละประมาณ 4 หมื่นคน แต่สำหรับในเด็ก อุบัติเหตุเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 จากข้อมูลของ “คณะกรรมการป้องกันอุบัติเหตุแห่งชาติ ระบุว่า ในปี 2542 มีเด็กไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ 3,000-4,000 คน โดยสาเหตุอันดับ 1 มาจากการจมน้ำปีละประมาณ 1,400 คน และอันดับ 2 คืออุบัติเหตุจราจร ปีละ 900-1,200 คน โดยอุบัติเหตุจราจร หรือจากยานยนต์เกิดในเด็กและเยาวชนถึงร้อยละ 25-30 และตัวเลขการเสียชีวิตดังกล่าว ยังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในแต่ละปี เนื่องจากความเจริญและการเติบโตทางเศรษฐกิจทำให้การใช้ยวดยานพาหนะในการเดินทางมีมากขึ้น การบาดเจ็บและการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ สามารถลดลง และป้องกันได้ด้วยการสวมหมวกกันน็อก หรือหมวกนิรภัย ขณะขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ และการคาดเข็มขัดนิรภัย ขณะโดยสารในรถยนต์ การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุรถยนต์เกิดได้อย่างไร และจะป้องกันได้อย่างไร ขณะที่เกิดการชนกันของยานพาหนะกับยานพาหนะอื่น หรือต้นไม้ หรือเสาไฟฟ้าข้างทาง รถยนต์ที่วิ่งมาด้วยความเร็ว เมื่อมีการชนเกิดขึ้น ความเร็วจะลดลงทันทีทันใด แต่ผู้โดยสารที่อยู่ในรถนั้น ยังคงมีความเร็วเท่าเดิม จึงเกิดการกระแทกกับตัวรถ กระจก หรือกระเด็นออกมา แล้วทำให้เกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิตได้
นั่นคือเหตุผลที่เราต้องคาด เข็มขัดนิรภัย (seatbelt) เพราะเข็มขัดนิรภัย จะทำหน้าที่ยึดตัวผู้ขับขี่หรือผู้โดยสารให้ติดกับที่นั่ง ทำให้ส่วนของร่างกายไม่ไปกระแทกกับสิ่งที่อยู่ข้างหน้า ซึ่งสามารถลดการบาดเจ็บที่รุนแรง และเสียชีวิตได้อย่างน้อยร้อยละ 50 รวมทั้งการมีถุงลมนิรภัย (air bag) ก็ช่วยเสริมความปลอดภัยได้มากขึ้นอีก แต่เข็มขัดนิรภัยในรถยนต์ออกแบบมาพอดีกับผู้ใหญ่ ไม่ใช่เด็ก  เพราะเข็มขัดนิรภัยจะต้องพาดจากไหล่ ผ่านทรวงอก มาที่บริเวณกระดูกเชิงกรานของผู้ใหญ่ สำหรับเด็กซึ่งมีขนาดร่างกายที่เล็กกว่า เข็มขัดนิรภัยจึงไม่อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ไม่สามารถยึดเด็กไว้กับที่นั่งได้  นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กต้องเสี่ยงอันตรายเป็นอย่างมากในขณะที่โดยสารในรถยนต์ การป้องกันการบาดเจ็บจากการโดยสารในรถยนต์ของเด็ก จึงต้องใช้อุปกรณ์ที่ออกแบบมาสำหรับเด็กโดยเฉพาะ นั่นคือ คาร์ซีท ที่นั่งสำหรับเด็ก หรือที่เรียกกันว่า คาร์ซีท ( child car seat ) ซึ่งมาพร้อมกับระบบเข็มขัดที่ยึดติดกับที่นั่ง อันเป็นนวัตกรรมที่สามารถลดอัตราการบาดเจ็บและเสียชีวิตในเด็กได้อย่างน้อยร้อยละ 50-70 เลยทีเดียว ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ แคนาดา ออสเตรเลีย เยอรมัน และประเทศในยุโรปอื่น ๆ จึงได้มีคำแนะนำการใช้ และมีกฎหมายบังคับให้ใช้ car seat สำหรับเด็กมานานนับสิบปีแล้ว อย่างไรก็ตามสำหรับประเทศไทย แม้จะยังไม่มีกฎหมายในเรื่องนี้ เพราะอยู่ระหว่างการพัฒนาขึ้น แต่แพทย์ผู้ดูแลเรื่องอุบัติเหตุในเด็ก ก็ยังแนะนำให้ใช้ พ่อแม่ และผู้ปกครอง จึงไม่ควรมองข้ามความสำคัญในเรื่องนี้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีกฎหมายออกมาก่อน คำแนะนำในการเลือกที่นั่งสำหรับเด็กในรถยนต์ สำหรับคำแนะนำในการเลือกลักษณะของ car seat ที่เหมาะสมมีดังนี้ 1. คาร์ซีท สำหรับเด็กแรกเกิด ถึงอายุ 6-9 เดือน หรือ น้ำหนักไม่เกิน 10 กิโลกรัม : ใช้ที่นั่งสำหรับทารก แบบ lay-flat travel infant seat
2. คาร์ซีท สำหรับเด็กแรกเกิด ถึงอายุ 12-15 เดือน หรือน้ำหนักไม่เกิน 13 กิโลกรัม : อาจใช้ที่นั่งสำหรับทารกที่ใช้สำหรับเด็กเล็กได้ด้วย แต่ต้องติดตั้งบนเบาะหลังและหันไปด้านหลัง แบบ rearward-facing baby seat
3. คาร์ซีท สำหรับเด็กอายุ 9 เดือน ถึง 4 ปี หรือน้ำหนักระหว่าง 9-18 กิโลกรัม : ใช้ที่นั่งสำหรับเด็กเล็กแบบ forward-facing child seat ได้
4. คาร์ซีท สำหรับเด็กอายุ 4-6 ปี หรือน้ำหนักระหว่าง 15-25 กิโลกรัม : ใช้แบบ booster seat
5. คาร์ซีท สำหรับเด็กอายุ 6-12 ปี หรือน้ำหนักระหว่าง 22-36 กิโลกรัม : ใช้แบบ booster cushion
นอกจากการเลือกแบบที่เหมาะสมแล้ว การติดตั้งก็ต้องเหมาะสมด้วย โดยต้องติดตั้งที่เบาะหลังเท่านั้น ไม่ใช่เบาะนั่งด้านหน้าข้างคนขับ เพื่อป้องกันอันตรายจากถุงลมนิรภัย สุดท้ายนี้ ขอให้พ่อ แม่ และผู้ปกครองได้คำนึงอยู่เสมอว่า การเดินทางโดยรถยนต์ของเด็กที่ไม่ได้ใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมนั้น ไม่ปลอดภัยสำหรับบุตรหลานของท่าน และเมื่อเกิดอุบัติเหตุ อาจเป็นสาเหตุให้เกิดการบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะการเดินทางโดยให้เด็กนั่งตักผู้ใหญ่ หรือผู้ใหญ่อุ้มเด็กไว้ ที่เราปฏิบัติกันทั่วไปในประเทศไทยนั้น มีอันตรายมาก หากเกิดอุบัติเหตุ ตัวเด็กจะถูกกระแทกทั้งจากของแข็งหรือตัวรถที่อยู่ข้างหน้า และตัวคนที่อุ้มเด็กนั้นเอง ทางเดียวที่จะช่วยเด็กให้มีความปลอดภัยเพิ่มขึ้นได้คือ การใช้ คาร์ซีท child car seat หรือ ที่นั่งสำหรับเด็ก ที่เหมาะสมเท่านั้น britaxthailand.com